li7Jzv.png
คริส ดันน์ (Chris Dunn) วิศวกรรมผู้ชำนาญ ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการศึกษาเครื่องไม้เครื่องมือ เพื่อกล่าวหาชาวอียิปต์โบราณนั้นได้ใช้แบบไหน โดยทั่วไปแล้วพวกเราถูกสอนโดยนักโบราณคดีว่า ชาวอียิปต์โบราณนั้นใช้เพียงแต่เครื่องไม้เครื่องมือกล้วยๆสำหรับเพื่อการสร้างวิหารหรือพีระมิด บ้างก็ว่าพวกเขาได้ใช้หินทรงกลม, ท่อทองแดง, สิ่วทองแดง แล้วก็ทราย เพื่อตอกแล้วก็เจาะรูหินแกรนิต รวมทั้งหินไดโอไรต์ ซึ่งหินเหล่านี้เป็นหินที่มีความแข็งแรงมากมาย แต่ว่าวิศวกร คริส ดันน์ กลับไม่เชื่อแบบนั้น หลังจากที่ได้ใช้เวลามายาวนานหลายปีสำหรับการศึกษาค้นคว้า จากข้อมูลก็ดูเหมือนกับว่ามันไม่ใช่เครื่องไม้เครื่องมืออย่างง่ายพวกนั้นแน่นอน

ในอียิปต์ คริส ดันน์ สามารถเข้าไปตรวจตรายังโบราณสถานที่นี้ได้โดยตรง สิ่งที่เขาศึกษาและทำการค้นพบสามารถเป็นไปได้อีกทั้งสิ่งที่ใช้พิสูจน์ และก็ข้อขัดข้องไปในตัว

ถ้าหากคุณทดลองดูการจัดเรียงหินทั้งปวงข้างในมหาพีระมิดกีซ่า (Giza Plateau) อันประกอบไปด้วยมหาพีระมิด (Great Pyramid) ,พีระมิดค้างเฟร (Khafre Pyramid) รวมทั้ง พีระมิดเมนคูเร (Menkaura’s Pyramid) ก็จะพบว่าพวกพีระมิดกลุ่มนี้ก่อตัวขึ้นมาจากบล็อกหินเป็นจำนวนนับล้านก้อน

พวกเขามีความเข้าใจสำหรับในการตัดหินได้อย่างเก่ง รวมทั้งมีขนาดที่พอดิบพอดีในการจัด ราวกับอย่างกับมีใครสักคนได้กล่าวขึ้นมาว่า “เอาละ ฉันอยากได้บล็อกหินที่มีขนาดเท่านี้” ต่อจากนั้นบล็อกหินดังกล่าวมาแล้วข้างต้นก็ถูกสร้างขึ้นมาอย่างทันทีทันควัน

แล้วก็ห่างออกไปไม่กี่ไมล์ (5 ไมล์ หรือ 8 กิโล) ทางทางเหนือของกีซ่าพวกเราก็จะเจอกับสถานที่ๆเรียกว่า ‘อาบู โรช (Abu Rawash อ่านออกเสียในภาษาอารบิคว่า Abu Roach) คริส ดันน์ ได้พบเห็นกับร่องรอยของหินแกรนิต ที่มีรอยบาดลึก

เขาพูดว่าทีแรกที่ได้มองเห็นมัน เขาไม่เคยรู้เลยว่าอะไรที่ไปทำให้มันเป็นแบบนั้น ภายหลังเวลาผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วัน เสมือนมีบางอย่างทำให้เขาได้ตื่นในเวลา 03:00 ของยามเช้าวันใหม่ เขาเกาหัวตนเองและคิดหนักอยู่ครู่หนึ่งหนึ่ง ถึงเรื่องที่ว่าอะไรซึ่งสามารถตัดหินได้เป็นรอยแผลแบบนั้น ทันทีนั้นเขาก็ใส่ใจขึ้นได้ว่า มีเพียงแต่ทางเดียวซึ่งสามารถทำแบบนั้นได้ก็คือ ควรจะมีใบเลื่อยขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 10 เมตร มาตัดพวกมัน

ทดลองเล่นสลอต

อย่างไรก็แล้วแต่แนวความคิดของอุปกรณ์ชาวอียิปต์โบราณ ที่พวกเขาได้ใช้เลื่อยขนาดใหญ่มาตัดหินนั้น ได้ไปทำให้มีการเกิดการต้านทานเป็นอย่างมากจากนักโบราณคดีกระแสหลัก แม้กระนั้นแต่กระนั้น คริส ดันน์ ก็ยังคงเชื่อถือในความนึกคิดของตัวเอง เขาพูดว่าในสมัยก่อนที่ตัวเองนั้นเคยเป็นช่างกลมาก่อน เขาจะบากบั่นมองหาร่องรอยของวัสดุ รวมทั้งเขาก็ศึกษาค้นพบมันอยู่ในทุกๆที่ๆตรวจ แน่ๆว่าเมื่อคุณอยากแสวงหาสิ่งใด คุณจำต้องมองหาเค้าเงื่อนของมันให้ได้ก่อน มันก็คือร่องรอยของเครื่องจักร แม้กระนั้นสิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือพวกเราไม่พบเห็นเครื่องจักรเลยสักชิ้น

คริส ดันน์ มั่นใจว่าพื้นที่ขนาดใหญ่บนพื้นดินที่กิซา ไม่ใช่หลุมเรือ (Boat Pits) อะไรจากที่นักโบราณคดีกระแสหลักอ้าง แต่ว่าอันโดยความเป็นจริงแล้วหลุมนี้ไว้ใช้สำหรับเป็นตัวยึดใบเลื่อยขนาด 35 ฟุต (โดยประมาณ 10 เมตร) ต่างหาก! โดยใบเลื่อยแต่ละใบจะถูกจัดตั้งเอาไว้อยู่ในหลุมพวกนี้ แล้วก็มีส่วนช่วยสำคัญสำหรับการเลื่อยบล็อกหินให้มีขนาดที่อยากได้ ก่อนจะใช้ประโยชน์ก่อสร้างมหาพีระมิด

ถึงแม้วัสดุใบเลื่อยขนาดใหญ่นี้ บางทีอาจสามารถไขปัญหาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตัดบล็อกหินต่างๆได้ แม้กระนั้นพวกเราก็ยังพบเห็นเข้าอีกหนึ่งความเร้นลับซึ่งก็คือ แล้วหินขนาดใหญ่ที่ถูกตัดพวกนี้ ชาวอียิปต์โบราณสามารถชูมันขึ้นไปเรียงต่อๆกันได้อย่างมีความเที่ยงตรงได้ยังไง แน่ๆว่าหากเป็นในขณะนี้พวกเราก็จะมีวัสดุที่ล้ำสมัยมาช่วยสร้างตึกขนาดใหญ่ได้ แม้กระนั้นหากเป็นในอดีตกาลนั้นกลายเกิดเรื่องปัญหา

ยังมีอะไรบางอย่างที่นักโบราณคดีไม่เคยได้เอ๋ยถึงก็คือหินที่มนุษย์ทำขึ้นที่ใหญ่ที่สุดสามที่บนโลก ซึ่งถูกศึกษาและทำการค้นพบในวิหารที่จูปิเตอร์ (Temple of Jupiter) ที่บาอัลเบกในเลบานอน (Baalbek in Lebanon) โดยหินแต่ละก้อนนั้นหนักราว 1,000 ตัน! หรือ 2 ล้านปอนด์ ใกล้ๆกับเหมืองหินยังประกอบไปด้วยหินขนาดใหญ่กว่าที่เรียกว่า ‘หินของหญิงตั้งท้อง’ (Stone of the Pregnant Woman) โดยบล็อกหินสี่เหลี่ยมขนาดยักษ์นี้มีน้ำหนักที่เหลือเชื่อมาก มันหนักราว 1,200 ตัน ด้วยมวลขนาดนี้แม้พวกเราจะกระทำย้ายที่มัน พวกเราจำเป็นต้องใช้รถยนต์เครนขนาดใหญ่สูงถึง 25 คันเพื่อชูมัน

ทดลองเล่นสล๊อต

ด้วยเหตุผลดังกล่าวการจะก่อสร้างอุตสาหกรรมบางสิ่งบางอย่าง และก็ยิ่งเป็นหลักที่ในเขตภูเขาด้วยแล้ว พวกเราจะขนเครื่องจักรทั้งปวงนี้ขึ้นไปได้ยังไง ซึ่งพวกมันหนักมากมายกระทั่งเกือบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะนำพาพวกมันไปยังสถานที่ดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว

ย้อนกลับไปที่มหาพีระมิด ด้วยวัสดุอันล้ำสมัยในตอนนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดายที่จะทำตัดหินแล้วก็ย้ายที่หินที่มีน้ำหนักเกิน 5 ตันได้สบายๆแต่ว่าพวกเราก็ยังไม่คาดฝันอยู่ดีว่าผู้คนสมัยเก่าจะสามารถก่อสร้างพีระมิดได้โดยไม่จำเป็นควรมีล้อ, ลูกคอยก หรือแม้กระทั้งเหล็กได้เช่นไร

จริงๆแล้วพวกเขาแทบจะไม่มีอะไรเลยนอกเหนือจากการใช้ความรุนแรงคน, เส้นเชือก ซึ่งเป็นอะไรที่แสนเหี้ยมโหดอำมหิตมากมายๆและไม่มีเหตุผลต่อหลักฐานที่ปรากฏเลย

พูดอีกนัยหนึ่งมีผู้คนนับพันคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสำหรับในการก่อสร้างแผนการสุดยิ่งใหญ่นี้ได้ ถ้าหากพวกเขาเลือกที่จะกระทำย้ายที่หินที่มีน้ำหนักเพียงแต่ไม่กี่ร้อยโล ไม่ใช่หนักเป็นพันกก.หรือหลายตันแบบนี้

รวมทั้งแน่ๆว่าพวกเราสามารถใช้เชือกมาลากลากหินกลุ่มนี้ได้ รวมทั้งการใช้ข้อเด่นเชิงกลอื่นๆเข้ามาร่วมด้วย แม้กระนั้นสำหรับอารยธรรมโบราณ ซึ่งไม่มีเครื่องจักรอันล้ำสมัย แล้วพวกเขาสามารถชูหินขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ยังไง นี่เป็นปัญหามานานแล้วรวมทั้งยังเป็นไปไม่ได้ออกที่ชัดแจ้ง จนถึงทำให้บางบุคคลถึงกับมั่นใจว่า นี่บางทีอาจเป็นวิธีการก่อสร้างที่ดีขึ้นของสติทรงความคิดจากนอกโลกที่ได้มอบวิชาความรู้นี้ไว้ให้!

แม้คุณจะต้องถามกับตนเองว่า แล้วเพราะเหตุใดพวกเขาถึงจำเป็นต้องทดลองทำในสิ่งที่มองยากอย่างเกินจริงแบบนี้ คุณอาจจะได้คำตอบจากพวกเขาว่า “แล้วเพราะเหตุไรพวกเราจึงควรทำอะไรบ้างในบางอย่างที่มันมิได้ยากเกินกว่าความรู้ความเข้าใจของพวกเรา”

มีคำชี้แจงสั้นๆเกี่ยวกับกรรมวิธีขนหินขนาดใหญ่กลุ่มนี้จากเหมือง ไปยังสถานที่ทำการก่อสร้าง โดยผู้ผลิตหลัก (The master builders) จะทำใส่สารสีขาวบางจำพวก ซึ่งสารนี้มีคุณลักษณะที่คล้ายกับกระดาษลงบนหิน จากนั้นพวกเขาก็ทำขยับบล็อกหิน แล้วดันให้มันเขยื้อนไปในแนวทางที่อยากได้ไกลถึง 6 ฟุต ประหนึ่งว่านี่เป็นพลังจากคาถาอย่างไรแบบนั้น

ตกลงแล้วจริงๆมันเป็นเวทมนต์แบบงั้นหรือ หรือเป็นเทคโนโลยีบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาได้ใช้ นี่ก็เลยเกิดเรื่องที่ยากจะหาคำชี้แจงได้จริงๆ

ทดลองเล่นสล๊อต

มีอีกหนึ่งแนวทางในการโยกย้ายหินขนาดใหญ่ที่หลุดโลกก็คือ พวกเขาทำให้หินพวกนี้ลอยได้ หรือทำเช่นไรก็ได้ให้มีภาวะไม่มีน้ำหนัก แล้วกระทำการเขยื้อนมันผ่านอากาศโดยเครื่องมือบางประเภท ที่คาดว่าบางครั้งอาจจะเป็นอุปกรณ์พกพาได้แก่ อาวุธลำแสง! (นี่มันคล้ายกับลำแสงฉุดในสตาร์เทรคเลย ฮ่าๆ)

สำหรับวิธีการเปลี่ยนที่หินขนาดใหญ่ของผู้คนโบราณนั้นยังคงเป็นปัญหาอยู่ดี ซึ่งยังมีอีกหลายๆแนวทางของช่างหินที่พวกเราบางครั้งอาจจะยังไม่รู้เรื่องอยู่ก็ได้

อารยธรรมสมัยก่อนสามารถตัด และก็ปรับปรุงหินได้อย่างมีความละเอียดลออ มีการดีไซน์ลวดลายต่างๆบนหินแกรนิตที่พวกเราต่างก็รู้กันว่ามันมีความแข็งแรงมากมาย

ช่างแกะสลักหิน แล้วก็พระพุทธรูป ‘โรเจอร์ ฮอปกินส์’ (Roger Hopkins) เขาเป็นหนึ่งในผู้ชำนาญมากมายในประเด็นการใช้วัสดุเจริญก้าวหน้าต่างๆมาตัดแล้วก็แก้ไขรูปร่างของหินแข็ง เครื่องใช้ไม้สอยที่เป็นหัวใจหลักของเขาเลยก็คือ ลวดปลายเพชร (diamond-tipped wires) รวมทั้งเครื่องขัด (polishers) เครื่องมือทุ่นแรงกลุ่มนี้ได้ช่วยทำให้งานศิลปะแฟชั่นจากบล็อกหินแกรนิตขนาดใหญ่ออกมาได้อย่างงดงาม อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีวัสดุไฮเทคกลุ่มนี้มารอช่วยเหลือ แม้กระนั้นฮอปกินส์ก็ไม่บางทีอาจสามารถเอาอย่างงานศิลปะของอารยธรรมโบราณได้อย่างสมบูรณ์ นี่ก็เลยเกิดเรื่องที่น่าสงสัยว่ะตกลงแล้วเอเลี่ยนได้เคยยื่นมือลงมาช่วยเหลือผู้คนในยุคเก่าไหม ด้วยเหตุว่างานของพวกเขาที่ออกมานั้นมีความเที่ยงตรงอย่างที่ ฮอปกินส์ ไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน!

จะว่าไปมันก็มีความน่าจะเป็นที่พวกเขาจะทำมันขึ้นมาด้วยมือ แม้กระนั้นโน่นก็จำเป็นที่จะต้องใช้เวลานานมาก นอกเหนือจากนี้แล้วคุณยังจะต้องมีประสบการณ์นับเป็นเวลาหลายปีก็เลยจะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ ฮอปกินส์มั่นใจว่าหัวข้อนี้คงจะเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีต่างดาวอย่างแน่แท้ มองได้จากวิธีการตัดหินของคนรุ่นเก่า ที่แม้กระทั้งในทุกวันนี้พวกเราก็ยังไม่อาจจะเรียนแบบพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์

สถานที่ที่นี้เป็น ‘พูมาพันเรา’ (Puma Punku) มันเป็นวิหารซับซ้อนขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนยอดดอยในโบลิเวีย นักโบราณคดีกระแสหลักได้ประเมินเอาไว้ว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ตรงนี้อดีตสมัยไม่มีภาษาสุภาพหรือแม้กระทั้งล้อเลื่อนเลย แม้กระนั้นพวกเขาก็ได้สร้างสิ่งที่มีความซับซ้อนสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกขึ้นมาได้

นักทฤษฎีมนุษย์ดาวอื่นโบราณเห็นว่า Puma Punku นี่เป็นข้อยืนยันที่แจ่มกระจ่างที่ชี้แจงถึงอิทธิพลที่ได้รับมาจากมนุษย์ดาวอื่น

ซากหลักฐานทางโบราณคดีของ Puma Punku นั้นอยู่ในภาวะที่สุดยอดมากมาย ที่น่าดึงดูดก็คือ พวกเราจะประสบพบเห็นการจัดลำดับตัวของหินแต่ละก้อนอย่างสมบูรณ์แบบไม่เท่าไรนัก แต่ว่าตรงนี้คุณจะได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของการรับดูสิ่งอัศจรรย์ของโลกสมัยโบราณ คุณจะพบว่าหินเหล่านี้ไม่ธรรมดา พวกมันถูกวางแบบขึ้นมาตามหลักเลขเหนือกว่าสิ่งอื่นใดที่พวกเราได้ใช้กันในทุกวันนี้

ซึ่งในอดีตกาลสถานที่ที่นี้บางทีอาจถูกผลิตขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางสิ่งบางอย่าง เหมือนกับที่พวกเราสร้างซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อจะใช้งานเฉพาะด้าน

โปรสล๊อต

เป็นได้หรือเปล่า ที่ Puma Punku ในที่ราบสูงของโบลิเวีย จะเป็นอะไรที่มากกว่าเพียงแค่บล็อกหินปกติเนื่องจากแต่ละหินกลุ่มนี้ถูกตัด และก็ปรับแก้อย่างปราณีมาเป็นเวลายาวนานกว่า 5,000 ปี!

จะกล่าวได้ว่ามันแทบไม่อยากจะเชื่อ แม้กระนั้นหินพวกนี้มันถูกตัดได้อย่างน่าประทับใจจริงๆซึ่งบางก้อนมีรอยบากเล็กน้อยด้วย มันเป็นการปรับปรุงแก้ไขข้างในที่ยากที่จะทำเป็นจริงๆในความหมายก็คือมันยากมากมายๆที่พวกเราจะมีอุปกรณ์อะไรมาเอาอย่างงานสร้างที่มีความเที่ยงตรงแบบนี้

(ข้อมูลต่อแต่นี้ไปมาจาก travel.trueid.net/detail/ObngkBD7gJO)

พูมาพันฉัน (Puma Punku) ซากของกำแพงขนาดใหญ่ เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของมหาวิหารขนาดมโหฬาร ติวานากู (Tiwanaku) ในประเทศโบลิเวีย คาดกันว่าทำขึ้นในรัชสมัยของกษัตริย์ ไอมารา (Aymara) ก่อสร้างเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบาปตามความเชื่อถือของอาณาจักรอินติดอยู่

พูมาพันเรา แสดงว่า ประตูที่เสือพูม่า เป็นแถวกำแพงหินขนาดใหญ่ ลักษณะการผลิตเป็นใช้หินบล็อกมาวางต่อๆกัน

กำแพงฝั่งทิศเหนือ-ใต้ มีความยาว 167.36 เมตร ฝั่งทิศตะวันออก-ตะวันตก ยาว 116.7 เมตร โดยหินแต่ละก้อนไม่มีชิ้นไหนหนักน้อยกว่า 1 ตัน รวมทั้งก้อนที่ใหญ่ที่สุดนั้นมีน้ำหนักถึง 131 ตันอย่างยิ่งจริงๆ ต่อไปนี้ทดลองซูมเข้าไปมองใกล้ๆกับหินทรงตัว H ดูบ้าง จะมองเห็นได้ว่ารอยตัดนั้นช่างราบเรียบอย่างกับถูกตัดด้วยของมีคม ไม่มีจนถึงรอยแตกรอยร้าวสักหน่อยเดียว ราวกับเอาด้ายไปตัดก้อนเต้าหู้อย่างไรแบบนั้น ยังไม่รวมทั้งการวางสลักหินแต่ละก้อนนี้เข้ากันได้ถูกต้องราวจับวาง

เคยมีการทดสอบตัดหินให้เรียบแบบนี้อยู่แบบเดียวกัน ด้วยการใช้ความร้อน รวมทั้งน้ำ ก็พบว่ารอยตัดที่ทำเป็นก็ยังไม่เรียบเนียนพอๆกับที่ชาวอินติดอยู่ทำไว้เลย นักวิทยาศาสตร์ได้แม้กระนั้นสรุปกันว่าอาจจะต้องใช้เทคโนโลยีเลเซอร์แค่นั้น ถึงจะตัดหินได้เยี่ยม และก็รูปทรงเที่ยงตรงได้ขนาดนี้ (แม้กระนั้นก็ไม่แน่ คนรุ่นเก่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีแนวทางที่เฉลี่ยวฉลาดกว่านี้ก็เป็นไปได้)

ในที่สุดแล้ว ก็ยังไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าหินพวกนี้สร้างอย่างไร ขนมาจัดวางได้ยังเช่นไร จุดประสงค์เป็นยังไง ก่อนที่จะจากกันไปเพียงเท่านี้ พวกเราได้รวมความเป็นจริง 8 ข้อ เอาไว้ให้ท่านได้ตกลงใจเองดียิ่งกว่า ว่าพูมาพันกูน่าจะสร้างโดยชาวอินติดอยู่ หรือมนุษย์ดาวอื่นจริงๆ