พูมาพันเรา (Puma Punku) เป็นวิหารซับซ้อนขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนยอดดอยในโบลิเวีย นักโบราณคดีกระแสหลักได้ประเมินเอาไว้ว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ตรงนี้แต่ก่อนไม่มีภาษาทางการหรือแม้กระทั้งล้อเลื่อนเลย แม้กระนั้นพวกเขาก็ได้สร้างสิ่งที่มีความซับซ้อนเยอะที่สุดแห่งหนึ่งของโลกขึ้นมาได้

นักทฤษฎีมนุษย์ดาวอื่นโบราณเห็นว่า Puma Punku นี่เป็นข้อยืนยันที่กระจ่างที่ชี้แจงถึงอิทธิพลที่ได้รับมาจากมนุษย์ดาวอื่น

ซากหลักฐานทางโบราณคดีของ Puma Punku นั้นอยู่ในภาวะที่สุดยอดมากมาย ที่น่าดึงดูดก็คือ พวกเราจะประสบพบเห็นการจัดลำดับตัวของหินแต่ละก้อนอย่างสมบูรณ์แบบไม่มากสักเท่าไรนัก แม้กระนั้นตรงนี้คุณจะได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของการรับดูสิ่งอัศจรรย์ของโลกสมัยโบราณ คุณจะพบว่าหินเหล่านี้ไม่ธรรมดา พวกมันถูกดีไซน์ขึ้นมาตามหลักคณิตเหนือกว่าสิ่งอื่นใดที่พวกเราได้ใช้กันในทุกวันนี้
li7Jzv.png

ซึ่งในสมัยก่อนสถานที่ที่นี้บางทีอาจถูกทำขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง เหมือนกับที่พวกเราสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาเพื่อจะใช้งานเฉพาะด้าน

ทดลองเล่นสลอต

เป็นได้หรือเปล่า ที่ Puma Punku ในที่ราบสูงของโบลิเวีย จะเป็นอะไรที่มากกว่าเพียงแค่บล็อกหินปกติเพราะเหตุว่าแต่ละหินพวกนี้ถูกตัด และก็ปรับแก้อย่างปราณีมานานกว่า 5,000 ปี!

จะกล่าวได้ว่ามันแทบไม่อยากจะเชื่อ แม้กระนั้นหินพวกนี้มันถูกตัดได้อย่างน่าประทับใจจริงๆซึ่งบางก้อนมีรอยบากเล็กน้อยด้วย มันเป็นการปรับปรุงข้างในที่ยากที่จะทำเป็นจริงๆในความหมายก็คือมันยากมากมายๆที่พวกเราจะมีวัสดุอะไรมาเอาอย่างงานสร้างที่มีความเที่ยงตรงแบบนี้

ในความหมายก็คือมันแทบไม่อยากจะเชื่อ แม้กระนั้นถึงอย่างงั้นมันก็เป็นไปแล้ว เนื่องจากพวกเราได้มองเห็นงานตัดที่เด็ดขาดมากมาย แล้วก็สร้างความตรึงใจทุกหนให้แก่ผู้มาเยี่ยมเยือน

สำหรับพระพุทธรูปแล้วนี่นับว่าเป็นงานแดนนรกอย่างยิ่งจริงๆ ใกล้เคียงสุดถ้าเกิดพวกเราจะทำอะไรแบบนั้นในทุกวันนี้ เดี๋ยวนี้พวกเรามีเครื่องไม้เครื่องมือสลักที่เรียกว่า เครื่อง CNC ที่ศีรษะเข็มนั้นสร้างมาจากเพชร ก่อนเริ่มขับเคลื่อน ช่างจะกระทำดีไซน์ผลงานล่วงหน้าอยู่ด้านในซอฟต์แวร์ก่อน ต่อจากนั้นเมื่อคุณได้ต้นฉบับแล้ว คอมพิวเตอร์ก็จะกระทำการออกคำสั่งไปยังเครื่อง CNC ให้ออกแบบงานได้ดังที่วางไว้ หากแม้คำตอบที่ออกมาจะไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม เป็นไปไม่ได้ไหนที่คุณจะสามารถแลเห็นได้ถึงความสมบูรณ์แบบอะไรก็แล้วแต่

มันราวกับว่า ถ้าเกิดคุณไปอยู่ตรงนั้น แล้วคุณได้ใช้นิ้วกดไปที่ขอบของวัตถุพวกนั้น แค่เพียงคุณออกแรงกดที่ปลายนิ้วเพียงนิดหน่อย มันก็สามารถบาดนิ้วคุณได้ แล้วก็นี่เป็นความเฉียบคมของขอบของหินจาก Puma Punku

แม้กระนั้นคนโบราณกาลสามารถปรับปรุงเทคโนโลยีดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมาจากที่ใด หรือตามที่เป็นจริงแล้วเป็นได้ไหมที่สติทรงความคิดจากนอกโลกเป็นผู้มอบขั้นตอนการหรือเครื่องไม้เครื่องมือใดๆก็ตามไว้ใช้เพื่อสำหรับการก่อสร้างสิ่งกลุ่มนี้ เนื่องจากว่าไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ช่างอาจเป็นการยากจริงๆที่พวกเขาจะสามารถตัดหินแข็งพวกนี้ได้โดยไม่มีองค์วิชาความรู้เจริญรุ่งเรือง

ทดลองเล่นสล๊อต

ในอีกแง่หนึ่งพวกเราบางทีอาจจะสามารถเห็นต้นแบบการก่อสร้างที่ใกล้เคียงกันในตอนนี้ได้ เป็นต้นว่าในงานของ ‘แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์’ (Frank Lloyd Wright) ที่ชื่อ textile block system ที่เขาได้ใช้แนวทางลักษณะนี้สำหรับเพื่อการก่อสร้างบ้านของตนเอง ในแคลิฟอร์เนียของตอนต้นทศวรรษที่ 1920

สิ่งที่เขาทำในขณะนั้นก็คือ เขาได้นำคอนกรีตไปเทลงในแม่พิมพ์นั่นเอง ผลที่เกิดออกมาก็คือบล็อกหินของเขานั้นมองมีความสมบูรณ์แบบมากมายแล้วก็แบบเดียวกันในทุกๆบล็อก

ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดพวกเราลองอ้างอิงในการก่อสร้างด้วยแนวทางนี้ กับงานสร้างของตำนานชาวอินค้างโบราณ จะเป็นได้ไหมว่าในยุคนั้นเขาจะมีวิธีการทำให้เนื้อหินสามารถนุ่มได้!

อาทิเช่นที่กำแพงหินป้อมยักษ์ ‘แซคไซวามาน’ (Sacsayhuaman) พวกเราจะพบว่า หินขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงพวกนี้ มันดูเหมือนกับว่าเหมือนกับว่าหินเหล่านี้ได้ถูกหลอมละลายเทลงใส่ภาชนะ แล้วรอคอยให้หินได้มีการแข็งอีกรอบ

และก็ไกลห่างออกไปทางภาคเหนือโดยประมาณ 100 ไมล์ (160 กิโล) ของ Puma Punku ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ ‘มายกปิกยก’ (Machu Picchu) หรือนิยมเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองหายที่อินค้าง สถานที่ที่นี้เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินติดอยู่ ตั้งอยู่บนแนวเขาสูง 2,430 เมตร ในประเทศประเทศเปรู สถานที่ที่นี้ถูกทำขึ้นโดยชาวอินค้างในตอนกึ่งกลางสมัยศตวรรษที่ 15 หินกลุ่มนี้ถูกละทิ้งมาเป็นระยะเวลานานหลายร้อยปีกว่าจะมีการศึกษาค้นพบอีกที ซึ่งคล้ายคลึงกันกับ Puma Punku ที่มายกปิกยก ก็ดูเหมือนจะมีสัญญาณของการก่อสร้างทางวิศวกรรมระดับสูงอยู่ แล้วก็อาจมีความน่าจะเป็นที่จะเป็นในรูปแบบของการรวมหินลงบนแม่พิมพ์

การก่อสร้างพวกนี้ดูเหมือนจะมีการเตรียมมาอย่างยอดเยี่ยม และก็มีวิธีการตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจบ พวกเขามิได้เพียงแค่ขุดหินแล้วตกลงใจว่า “แล้วเราจะโยกย้ายสิ่งกลุ่มนี้ได้ยังไง” โน่นก็เป็นเนื่องจากพวกได้คิดขั้นตอนการสร้างเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจบ ว่าจำเป็นต้องใช้เคล็ดลับไหน หรือเทคโนโลยีแบบไหน โดยเหตุนั้นแล้วการก่อสร้างที่ดูเหมือนจะมีความเป็นไปมิได้พวกนี้ก็เลยไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลยสำหรับพวกเขา

ทดลองเล่นสล๊อต

ในเชิงอุตสาหกรรมตอนนี้มีภาษิตหนึ่งที่ใช้ชี้แจงถึงความง่ายอย่างยิ่งนี่ว่า “Keep it simple, stupid” โดยเขียนเป็นตัวย่อว่า KISS ซึ่งเป็นหลักการณ์ที่นิยมเอ่ยถึงในกรรมวิธีการดีไซน์ แล้วก็การวางเป้าหมายเพื่อเตือนให้หลบหลีกความสลับซับซ้อนของงานที่ทำอยู่ ที่สามารถเกิดขึ้นในระยะต่างๆ

จากประสบการณ์ดำเนินงานของ ‘ไมค์ ดันน์’ (Mike Dunn) มั่นใจว่า กระบวนการที่ง่ายที่สุดในการสร้างกำแพงหินอันยิ่งใหญ่ที่มายกปิกยกนั้น คนรุ่นก่อนจึงควรเบาๆเปลี่ยนที่หินขนาดเล็กๆขึ้นเขายอดดอยก่อน ต่อจากนั้นเขาก็ชัดชัดกระทำหลอมเหลวมัน โดยใช้แม่พิมพ์ที่ทำขึ้นเพื่อระบุรูปร่างรวมทั้งขนาดที่แน่ๆ รวมทั้งนี่เป็นกระบวนการจัดการกับปัญหาสุดหินสำหรับงานสร้างกำแพงนี้

ขั้นแรก คุณควรต้องมองหาขนาดของหินที่คุณอยาก แล้วมีรูปร่างที่เช่นกันในแต่ละก้อน ฉะนั้นคุณสามารถค้ำประกันได้เลยว่า พวกมันจะสามารถ ตัด หรือจัดเพื่อลำเลียงหินออกมาได้

ต่อจากนั้นพวกเขากระทำละลายหินเหล่านี้ และหลังจากนั้นก็ให้เทมันลงไปยังพื้นที่ที่พวกเขาได้เตรียมเอาไว้ เมื่อก่อนอื่นพวกเขาจึงควรสร้างความร้อนที่สูงพอเพียงจะละลายมองเห็นเหล่านี้ด้วย

โดยอุณหภูมิหลอมละลายของหินแกรนิตแห้งที่ความดันบรรยากาศซึ่งก็คือโดยประมาณ 1,215–1,260 องศาเซลเซียส ซึ่งถือได้ว่าอุณหภูมิที่สูงสุดๆแล้วเมื่อพวกเราได้มองดูย้อนกลับไปในยุคเก่า จะเป็นได้หรือที่คนรุ่นเก่าจะสามารถสร้างความร้อนได้สูงในระดับพันองศาเซลเซียส รวมทั้งให้มันดำรงอยู่แบบนั้นให้เป็นระยะเวลานานพอเพียงในการหลอมเหลวหินที่มีอยู่เป็นปริมาณอย่างมากมาย พวกเขาได้ใช้เชื้อเพลิงแบบไหน แน่ๆว่าคงจะจะต้องใช้ไม่น้อยเลยทีเดียวอย่างยิ่งจริงๆเลยล่ะ ถ้าพวกเขาจะทำมันจริงๆเป็นต้นว่าถ้าพวกเขาได้ใช้แหล่งเชื้อเพลิงเป็นไม้ แน่ๆว่าต้นไม้ทั้งสิ้นบนเทือกเขาก็จำเป็นที่จะต้องถูกตัด และก็เอามาป้อนพลังงานให้แก่เตาหลอมเหลวฯลฯ

แต่ว่าสำหรับคนที่เชื่อในเรื่องของแนวคิดมนุษย์ดาวอื่นโบราณต่างก็เห็นด้วยว่า มีความน่าจะเป็นไปได้ที่เอเลี่ยนจะมีความเกี่ยวข้องกับงานสร้างกำแพงหินกลุ่มนี้ ฉะนั้นก็เลยมีบทสรุปอยู่ 2 อย่างเป็น พระผู้เป็นเจ้าเป็นคนสร้างกำแพงหิน ซึ่งแน่ๆว่าเป็นไปไม่ได้ หรือไม่ก็นี่บางทีอาจจะได้ผลลัพธ์ของเทคโนโลยีระดับสูงของอารยธรรมจากดาวดวงอื่น ที่ได้เดินทางมายังโลกและก็ชี้ให้เห็นถึงวิธีการใช้งาน โดยพวกเขาได้มอบอุปกรณ์รวมทั้งวัสดุให้ก่อนที่จะเดินทางกลับ หรือเอาง่ายๆก็คือเบื้องหน้าเบื้องหลังงานสร้างกำแพงหินหรือวิหารหินต่างๆนี้ เกิดมาจากความสามารถของบรรพบุรุษพวกเรา แต่ว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่พวกเขาได้ใช้นั้นเป็นเป็นเทคโนโลยีของคนเราต่างดาว หรือจะสรุปให้สั้นลงกว่านี้อีกก็จะได้ว่า มนุษย์เป็นคนสร้างด้วยเทคโนโลยีต่างดาว!

แต่ว่าถ้าหากว่าสิ่งมีชีวิตชั้นสูงจากดาวพระเคราะห์ดวงอื่นเป็นคนมอบเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ไว้ให้แก่มนุษย์โลก เครื่องไม้เครื่องมือพวกนั้นมันก็ควรคงเหลือมาจนกระทั่งช่วงปัจจุบันสักชิ้นไหม? หรือกระบวนการสร้างอาณาจักรหินสุดยิ่งใหญ่ยกตัวอย่างเช่น Puma Punku หรือ พีระมิดอียิปต์ ซึ่งเรื่องกลุ่มนี้ยังคงเป็นปัญหา

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเครื่องไม้เครื่องมือพวกนั้นที่ใช้สร้างมันเป็นยังไง? และก็พวกมันไปอยู่ที่แหน่งใด? รวมทั้งเค้าเงื่อนที่คงจะก่อให้เกิดการผลิตงานหินขนาดใหญ่เหล่านี้ก็ด้วย

โปรสล๊อต

จากการเรียนรู้พบว่า องค์ประกอบหินโบราณลึกลับโดยมาก ถูกทำขึ้นมาขณะที่คนภายในยุคนั้นยังไม่เคยรู้เหล็ก หรือแม้กระทั้งทองแดงเลยด้วย โดยเหตุนั้นวัสดุที่มีอยู่ ที่แข็งแรงเพียงพอจะใช่ตีหินแข็งร่วมกันก็คือ ค้อนหินปกติ แต่มันก็มิได้แข็งพอๆกับหินบะซอลต์หรือหินแกรนิตอยู่ดี

เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะทราบแนวทางสร้าง แต่ว่าถ้าเกิดอุปกรณ์ยังไม่แข็งแรงพอเพียงมันก็ตรากตรำอยู่ดีที่จะสร้างสิ่งใดๆขึ้นมา โดยสรุปก็คืออุปกรณ์ แล้วก็เครื่องจักร ก็จะต้องมีระดับที่ทัดเทียมกันกับงานที่คุณกำลังก่อสร้าง หรือหรูหราที่ไม่ห่างกันเกินความจำเป็น แต่ว่าสำหรับผู้คนอดีตพวกเขาสามารถมีเทคโนโลยีเจริญรุ่งเรืองได้เช่นไร ถ้าหากมิได้รับการส่งเสริมมาจากเอเลี่ยน ชี้แจงโดย ‘ไมค์ ดันน์’ (Mike Dunn) ผู้มากมายประสบการณ์ในธุรกิจงานหินมานานกว่า 40 ปี

อย่างที่รู้กัน ปัญหาโดยมากที่ทุกคนใคร่รู้ก็คือ แล้วอุปกรณ์สรรสร้างสิ่งอัศจรรย์ในสมัยโบราณนั้นหายไปไหนหมด?

ในตอนสมัยปลายศตวรรษที่ 19 นักโบราณคดีผู้ดีอังกฤษ ‘เซอร์ ฟลินเดอรส์ เพตรี’ (Sir Flinders Petrie (มีชีวิตอยู่ระหว่าง 3 เดือนมิถุนายน 1853 – 28 เดือนกรกฎาคม 1942)) ได้เริ่มเดินทางตรวจไปทั่วอียิปต์ เขามิได้มุ่งแต่ว่าจะมองหาวัสดุขนาดใหญ่แค่นั้น แม้กระนั้นเขายังมองหาในสิ่งที่เล็กที่สุดด้วย

ต่อจากนั้น เขาก็รู้สึกตลึงกับการบรรลุเป้าหมายทางเทคนิคของชาวอียิปต์ที่ได้สร้างทิ้งไว้ โดยเฉพาะ งานสร้างของชาวอียิปต์ในสมัยเริ่ม

สิ่งที่เขาทำเป็น เขาจะเพียรพยายามมองหากรรมวิธีการต่างๆที่ชาวอียิปต์โบราณได้สร้าง ว่าพวกเขาปรับปรุงมันขึ้นมา จนถึงแปลงเป็นเครื่องไม้เครื่องมือทรงพลังได้เช่นไร จากเครื่องไม้เครื่องมือรากฐานที่มีให้เลือกอยู่อย่างต่ำนิดในสมัยนั้น

ธรรมดาพวกเราจะได้รับการสอนมาว่า ชาวอียิปต์นั้นมีก็แค่เครื่องไม้เครื่องมือกล้วยๆแต่สิ่งที่ Petrie พรีเซนเทชั่นนั้น ดูเหมือนจะเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกันมากมายกับหลักฐานที่ปรากฎ

นี่เป็นแบบอย่างของหลุมเจาะ (drill hole) คุณสามารถแลเห็นการปรับแก้ลายเส้นที่ประณีตอยู่บนเนื้อหิน ซึ่งโดยรวมแล้ว มองเป็นหลุมที่มีความสมบูรณ์แบบมากมาย ในช่วงเวลาที่อีกด้านหนึ่งของรูจะเบาๆมีความเรียวต่ำลงไป นี่สามารถเป็นหลักฐานชี้ได้ไหมว่าเป็นเทคโนโลยีเจริญที่พวกเขาได้ใช้

ต่อไปเป็นองค์ประกอบของจานชามไดออไรต์ (diorite bowl) มันเป็นหนึ่งในจำพวกหินที่มีความแข็งแกร่งมากมาย แล้วเมื่อคุณได้ดูสิ่งนี้ตามส่วนประกอบต่างๆก็จะพบเจอถึงสัญลักษณ์กลึง (a lathe mark) ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดมากมาย ที่พวกเขาสามารถสร้างสัญลักษณ์ของตนเองลงบนผิวอุปกรณ์ที่มีความแข็งแรงอย่างยิ่งแบบนี้ได้

แต่ท่ามกลางบรรดาอุปกรณ์ทั้งผองที่ถูกศึกษาค้นพบโดย Petrie ก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่มีความสะดุดตาเหนือสิ่งอื่นใด

เวลาที่เขากำลังดำเนินการอยู่ในมหาพีระมิด (Great Pyramid) Petrie บังเอิญเดินสะดุดกับงานขุดทรงท่อบนหินแกรนิต ซึ่งคาดว่านี่น่าจะเกิดเรื่องเบื้องต้นสำหรับงานสร้างของชาวอียิปต์

สิ่งที่ Petrie ศึกษาค้นพบในกิซ่านั้นมันน่าดึงดูดมากมาย เนื่องจากมันเป็นหินแข็งที่ถูกควักออกมาได้อย่างมีความเที่ยงตรง แล้วเมื่อคุณได้ทดลองซูมเข้ามองมันไปใกล้ๆก็จะประสบพบเห็นแนวเส้นที่มีความละเอียดแล้วก็แม่น ซึ่งแต่ละเส้นนั้นอยู่ห่างกันเพียงแค่ในระดับมม.เพียงแค่นั้น!

และก็เมื่อมองดูให้ห่างออกไปอีกหน่อย พวกเราก็จะพบว่านี่เป็นลักษณะของการหมุนควง! อย่างเรียบร้อย สิ่งนี้ทำให้เขาสนเท่ห์ใจเป็นอย่างยิ่ง เขานำประเด็นนี้เก็บไปคิดหลายๆครั้ง กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ยังไม่บางทีอาจไขปัญหานี้ได้

จะเป็นได้ไหมว่าในอดีตกาลนั้นชาวอียิปต์สามารถเข้าถึง แหล่งเพชรนิลจินดาที่มีความแข็งแกร่งที่สุดอย่างเพชรได้

อย่างไรก็แล้วแต่ตลอดการตรวจอียิปต์ถึงแม้ว่า ‘เซอร์ ฟลินเดอรส์ เพตรี’ (Sir Flinders Petrie) จะศึกษาค้นพบลายเส้นเจาะอยู่จำนวนมาก แม้กระนั้นเขายังไม่เคยศึกษาค้นพบการปรากฏตัวของเพชรอะไรก็แล้วแต่เลย!

แล้วหากมันมีอยู่จริง เพชรกลุ่มนี้มันหายไปไหนหมด? มันไปอยู่ที่แหน่งใด? แน่ๆว่าประเด็นนี้พวกเราก็ยังไม่บางทีอาจทราบได้

หากชาวอียิปต์โบราณไ