ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ดาวศุกร์เคยถูกตรึกตรองว่าเป็นดาวที่ละม้ายกับโลกมากมาย แล้วเหมาะสมต่อการพำนักของสิ่งมีชีวิต นักวิทยาศาสตร์บางบุคคลมั่นใจว่าบนดาวศุกร์นั้นมีน้ำ! ด้วยเหตุว่าพวกเขาพบเจอกรุ๊ปก้อนเมฆอันแน่นหนาอยู่ในชั้นบรรยากาศ คาดการณ์พื้นฐานก็คือระดับล่างโน่นคงจะประกอบไปด้วยหนองบ่อน้ำอยู่เยอะไปหมด (เพราะเหตุว่าความชุ่มชื้นในก้อนเมฆควบแน่นตกลงมาเป็นฝน) รวมทั้งการที่ดาวศุกร์มีเมฆคลุ้มว่าโลกก็เลยตีความหมายได้ว่า “น้ำ” ก็คงจะมีมากยิ่งกว่าบนโลกเหมือนกัน

แต่ว่าวันหลังไปสู่สมัยเริ่มต้นอวกาศ นักวิทยาศาสตร์ก็ทราบดีแล้วว่าผิวของดาวศุกร์นั้นมีอุณหภูมิมากถึง 467 องศาเซลเซียส! (ซึ่งเป็นดาวนพเคราะห์ที่มีอุณหภูมิผิวมากที่สุดในระบบสุริยะ แล้วก็สูงขึ้นยิ่งกว่าดาวพุธ) และก็มีความดันบรรยากาศเป็น 90 เท่าของโลก (ซึ่งเป็นแรงกดดันซึ่งสามารถเจอได้บนโลกลึกลงไปใต้ผิวน้ำที่ 900 เมตร) ด้วยสองสาเหตุนี้ก็พอเพียงที่จะตอบปัญหากับพวกเราได้ว่าตกลงแล้วบนผิวของดาวศุกร์มีน้ำไหม คำตอบก็คือ “ไม่น่ามีความน่าจะเป็น” ทำให้สิ่งแวดล้อมของดาวศุกร์นี้ก็เลยไม่อำนวยต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก ถัดมานักวิทยาศาสตร์ก็รู้ถึงเหตุผลว่าเพราะเหตุใดดาวดวงนี้ก็เลยร้อนยิ่งนัก ขั้นแรกเลยก็คือดาวศุกร์อยู่ใกล้กับพระอาทิตย์มากยิ่งกว่าโลก ต่อมาเป็นชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นประกอบไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตอนนี้ก็อย่างที่พวกเรารู้กันว่ามูลเหตุสำคัญๆของการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกนั้นมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

li7Jzv.png

การมีอยู่ของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศนั้นนับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับชีวิตถ้าเกิดมีอยู่ในจำนวนบางส่วน (หากไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผิวโลกจะหนาวเย็นน้อยกว่าจุดที่ทำให้เป็นน้ำแข็งของน้ำ) ในอีกกรณีหนึ่งหากมีจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากจนเกินไป (อาทิเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นบนดาวศุกร์) ดาวพระเคราะห์ดวงนั้นก็จะร้อนจัด จนถึงยากแก่การวิวัฒนาการในชีวิตอะไรก็แล้วแต่

แต่ในช่วงปลายปี คริสต์ศักราช 2002 ก็มีนักวิทยาศาสตร์บางคนแนะว่า เหนือขึ้นไปในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นมีสิ่งแวดล้อมที่เย็นลงและก็เป็นกรด ซึ่งบางทีอาจเป็นที่อยู่อาศัยของเชื้อจุลินทรีย์จำพวก ‘อิกซ์ตรีโมไฟล์’ (Extremophile) ได้! อย่างที่รู้กันในขณะนี้เป็นผิวของดาวศุกร์นั้นร้อน และก็แล้งเหลือเกิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับปฐวีชีววิทยา แม้กระนั้นกรุ๊ปก้อนเมฆที่เป็นกรดของดาวศุกร์ บางทีอาจซุกซ่อนชีวิตเอาไว้อยู่ข้างในนั้น และไม่แน่ว่าการมีอยู่ของชีวิตกลุ่มนี้ บางทีอาจสามารถชี้แจงถึงผลของการสังเกตการณ์อันลึกลับหลายสิ่งหลายอย่างในชั้นบรรยากาศของดาวพระเคราะห์ดวงนี้ได้ ดาวศุกร์นั้นได้รับการตั้งชื่อตามนางฟ้าที่ความรัก แล้วก็ความสวยของโรมัน (Venus ‘วีนัส’) ด้วยเหตุว่าคนโบราณมีความเห็นว่าดาวดวงนี้สว่างแล้วก็งดงามมากมาย (เป็นวัตถุฟ้ายามค่ำที่สว่างที่สุดรองมาจากพระจันทร์) รวมทั้งเป็นเหมือนดังสวรรค์ที่ชีวิตที่ประทานความสบายมาให้ แม้กระนั้นในในที่สุดพวกเราก็ได้รับทราบแล้วว่าดาวดวงนี้ไม่มีความต่างกับแดนนรกดีๆนี่เอง

ทดลองเล่นสลอต

แต่กระนั้นที่ระดับความสูง 50 กม.เหนือผิว อุณหภูมิของชั้นบรรยากาศจะลดลดน้อยลงมากมาย รวมทั้งบางทีอาจเป็นมิตรต่อการกำเนิดชีวิต จากการวัดที่ความสูงระดับนั้นจะมีแรงกดดันหนึ่งบรรยากาศ (ความดันบรรยากาศโดยเฉลี่ยบนผิวโลก วัดที่ระดับน้ำทะเล) และก็มีอุณหภูมิพอเหมาะพอควรคล้ายกับโลก หากว่าก้อนเมฆจะมีภาวะเป็นกรดมากมาย แต่ว่ารอบๆที่นี้เป็นที่ๆมีหยดน้ำที่เข้มข้นที่สุด นักวิทยาศาสตร์รู้ข้อมูลนี้มาจากยานตรวจสอบในภารกิจอวกาศ ‘เวเนรา’ (Venera) ของรัสเซีย รวมทั้งสองภารกิจตรวจสอบดาวศุกร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ(สหรัฐอเมริกา)อย่างยานตรวจสอบ ‘ไพโอเนียร์วีนัส’ (Pioneer Venus) แล้วก็ ‘ยานอวกาศมาเจลแลน’ (Magellan) แล้วก็พวกเขามองเห็นสิ่งพิศดารบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับส่วนประกอบทางเคมีในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ โดยการแผ่รังสีแสงตะวันและก็ฟ้าผ่า ควรจะผลิตคาร์บอนมอนออกไซด์ออกมาจำนวนมาก แต่พบว่ามันมีจำนวนน้อยเกิน ราวกับเช่นเดียวกันกับถูกลบหายไป! ทั้งพวกเขายังเจอไฮโดรเจนซัลไฟด์ และก็ซัลเฟอร์ไดออกไซด์อีกด้วย ซึ่งก๊าสทั้งคู่จะทำปฏิกิริยาซึ่งกันและกันได้ แม้กระนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถประสบพบเห็นได้โดยปกติ นอกจากว่ามีบางสิ่งมากมายระตุ้นให้เกิดขึ้น! สำหรับบนโลกแล้วตัวกระตุ้นกระบวนการทำปฏิกิริยาที่มีคุณภาพที่สุดเป็นจุลชีพ

รวมทั้งความเร้นลับก็ปรากฏมากขึ้นอีก เมื่อมีการเผยตัวของคาร์บอนิลซัลไฟด์ ซึ่งเป็นแก๊สที่ประสบพบเห็นได้ยากในธรรมชาติ (สารประกอบนี้จะไปกระตุ้นการผลิตเปปไทด์จากกรดอะมิโน) และก็การมีอยู่ของมันนั้นชี้ให้เห็นถึงกิจกรรมทางธรรมชาติบางสิ่งบางอย่างที่สลับซับซ้อน และก็มีหน้าที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการกำเนิดชีวิตในตอนเริ่มต้น นักวิทยาศาสตร์รู้สึกว่าบนดาวศุกร์คงจะมีแมลงอาศัยอยู่ในกรุ๊ปก้อนเมฆของดาวศุกร์! พวกมันจะรวมเอาซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าไว้ร่วมกัน แล้วก็มีความน่าจะเป็นไปได้สิ่งมีชีวิตพวกนี้จะใช้ไฮโดรเจนสำหรับเพื่อการผลิตเป็นไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือคาร์บอนิลซัลไฟด์ได้อยู่ด้านในแนวทางการเมแทบจะอลิซึม ซึ่งจะคล้ายกับสิ่งที่เกิดสังกัดแมลงบนโลกสมัยแรก โดยแมลงกลุ่มนี้บางทีอาจใช้แสงอัลตราไวโอเลตจากพระอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน และก็ถ้าหากพวกมันสามารถซับรังสียูวีได้จริง ในประเด็นนี้ก็สามารถที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถชี้แจงได้ถึงการมีอยู่ของแถบมืดในรูปภาพภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตได้อีกด้วย

อย่างไรก็แล้วแต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์บางกรุ๊ปโต้แย้งว่า จะเป็นได้เช่นไรที่ชีวิตจะสามารถเกิดขึ้นมาจากหยดน้ำเล็กๆกลุ่มนี้ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ผู้ช่วยเหลือในเรื่องเกี่ยวกับการมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์ชี้แจงว่า หลักฐานทางเคมีหลายสิ่งหลายอย่างบนดาวแสดงให้เห็นว่า ในอดีตกาลดาวดวงนี้เคยเย็นกว่าในตอนนี้มากมาย และก็มีเคยห้วงมหาสมุทรอยู่ ซึ่งชีวิตอาจเริ่มขึ้นตรงนั้น แต่ว่าหลังจากปรากฏการณ์เรือนกระจกลุกลามขึ้นเรื่อยพวกมันก็พัฒนาการตนเองขึ้นมาและก็บินหนีขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศที่เย็นกว่า!

ทดลองเล่นสล๊อต

ช่วงปลายปี คริสต์ศักราช 2015 มีงานค้นคว้าวิจัยเล่าเรียนเกี่ยวกับความน่าจะเป็นของชีวิตที่จะอยู่รอดได้ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ พวกเขาศึกษาค้นพบว่า เหนือขึ้นไปจากผิวดาวศุกร์ที่ 51 กม. จะมีอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ 65 องศาเซลเซียส และก็ที่ความสูง 62 กม. จะมีอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส ในสิ่งแวดล้อมอีกทั้งอุณหภูมิ, ส่วนประกอบทางเคมี และก็ความเป็นกรดเป็นด่าง อาจจะเป็นผลให้สิ่งมีชีวิตอย่างจุลินทรีย์พวกเอกซ์ตรีมเมเฟียลอยู่รอดได้ แต่พวกเขาไม่ค่อยสบายใจเกี่ยวกับการแผ่รังสีคอสมิกไอออไนซ์ที่ร้ายแรงจากอวกาศว่า บางทีอาจมีผลทำให้ชีวิตในชั้นบรรยากาศของดาวไม่สามารถที่จะยังคงอยู่ได้ เหตุเพราะวิถีโคจรของดาวศุกร์อยู่ใกล้กับพระอาทิตย์มากยิ่งกว่าโลก และไม่มีสนามไฟฟ้ามารอคุ้มครองปกป้องอนุภาคอันตรายจากอวกาศ

จากการศึกษาเล่าเรียนถึงความน่าจะเป็นสำหรับเพื่อการอาศัยบนดาวศุกร์ ของก.ย. ปี คริสต์ศักราช 2019 ก็พบว่า เมื่อหลายพันล้านปีกลายดาวศุกร์บางทีอาจเคยมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการพำนักของสิ่งมีชีวิต! และก็คาดว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้สภาพภูมิอากาศของดาวแปรไปอย่างหนักนั้นเกิดขึ้นในตอน 700 ล้านปีที่ผ่านมา ซึ่งไปส่งผลให้เกิดความหนาแน่นในชั้นบรรยากาศขึ้นแล้วร้อนขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยนักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่า สิ่งแวดล้อมของดาวศุกร์ในตอนระหว่าง 2 ถึง 3 พันล้านปีหลังจากการก่อตัว ดินแดนที่นี้บางทีอาจเป็นเหมือนดั่งสวรรค์ที่ชีวิต สมกับชื่อนางฟ้าที่ความรัก แล้วก็ความสวย ‘วีนัส’ (Venus) ของโรมัน

เดี๋ยวนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยทราบมูลเหตุที่เด่นชัดที่เกี่ยวโยงกับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ล้นหลามขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศบนดาวศุกร์เมื่อราว 700 ล้านปีที่ผ่านมา แต่ว่าคาดว่าน่าจะมีเหตุที่เกิดจากกิจกรรมของภูเขาไฟระเบิด ตัวอย่างเช่นเมื่อหินหนืดและก็หินหลอมละลายล้นขึ้นสู่ผิวของดาว ก็จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณเป็นอันมากออกสู่ชั้นบรรยากาศ ช่วงเวลาเดียวกันถ้าหากหินหนืดพวกนี้แข็งก่อนถึงผิว มันจะสร้างแนวกำแพงคุ้มครองไม่ให้ก๊าสถูกดูดคืนมา ซึ่งคล้ายกับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับโลกในอดีตกาล ที่คราวหนึ่งภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ในรอบ 500 ล้านปีให้หลัง) ที่ชื่อ ‘ไซบีเรียน แทร็ปส์’ (Siberian Traps) กำเนิดปะทุขึ้น สถานะการณ์ในตอนนั้นได้ปล่อยก๊าสสภาวะเรือนกระจกที่เป็นพิษขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเยอะมากๆกระทั่งส่งผลให้เกิดในเรื่องสิ้นพันธุ์สมัยเพอร์ภรรยาน-ไทรแอสสิกข์ (Permian–Triassic extinction event) เมื่อราว 252 ล้านปีที่ผ่านมา ที่สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตกว่า 9 ใน 10 ดับสูญ สำหรับเพื่อการเล่าเรียนดาวศุกร์นอกเหนือจากการที่จะช่วยพวกเราได้เข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์แล้วก็พัฒนาการของมันแล้ว ยังช่วยพวกเราได้เข้าใจในเรื่องสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสมัยก่อนกับโลกของพวกเรา รวมทั้งความน่าจะเป็นในอนาคต

ทดลองเล่นสล๊อต

โดยในปี คริสต์ศักราช 1978 ยานอวกาศไพโอเนียร์ วีนัส ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ(สหรัฐอเมริกา) ศึกษาและทำการค้นพบหลักฐานว่าดาวนพเคราะห์ดวงนี้บางทีอาจเคยมีห้วงมหาสมุทรตื้นๆอยู่บนผิว ตั้งแต่แมื่อนั้นมาก็มีหลายต่อหลายภารกิจที่ได้ไปเยี่ยมดาวศุกร์เพื่อเล่าเรียนชั้นบรรยากาศ รวมทั้งตรวจผิวของดาวพระเคราะห์ดวงนี้ด้วย สำหรับหลักฐานใหม่ได้ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในธรรมชาติบนดาวนั้นคล้ายกับบนโลกของพวกเรามากมาย ก่อนที่จะดาวจะถูกแปลงภาวะให้เปลี่ยนเป็นเมืองนรกอันเร่าร้อนราวกับเป็นต้นว่าเวลานี้ ส่วนประกอบในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์จำนวนร้อยละ 96 ประกอบไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์, จำนวนร้อยละ 3.5 เป็นไนโตรเจน รวมทั้งที่เหลือเป็น คาร์บอนมอนอกไซด์, อาร์กอน, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก็ละอองน้ำ รวมกันน้อยกว่าจำนวนร้อยละหนึ่ง

ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ นักวิทยาศาสตร์ตรวจเจอโมเลกุลของฟอสฟีนในชั้นก้อนเมฆสูง

ในปี คริสต์ศักราช 2020 กลุ่มนักดาราศาสตร์นานาประเทศนำโดยศ.จ. เจน กรีฟส์ (Jane Greaves) จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประกาศการศึกษาค้นพบโมเลกุลหายากโน่นเป็น “แก๊สฟอสฟีน” (Phosphine) ซึ่งพบว่าปะบนอยู่ในก้อนเมฆของดาวศุกร์ สำหรับบนโลกแล้ว ก๊าสประเภทนี้จะเกิดขึ้นได้แต่ว่าข้างในการอุตสาหกรรมเพียงแค่นั้น หรือไม่ก็มาจากจุลอินทรีย์ซึ่งสามารถเติบโตอยู่ได้ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีออกสิเจนเกื้อหนุนจุนเจือ

จริงๆแล้วในหัวข้อนี้ นักดาราศาสตร์ได้เดามาหลายทศวรรษแล้ว ว่าที่ชั้นก้อนเมฆระดับค่อนข้างสูงบนดาวศุกร์สามารถเป็นถิ่นที่อยู่ของจุลชีพได้ แม้ว่ามีอยู่จริงพวกมันก็จำเป็นที่จะต้องอึดมากมายๆและก็สามารถลอยตัวอยู่ได้ในชั้นบรรยากาศ เนื่องจากว่าจำต้องพบเจอกับสิ่งแวดล้อมที่มีความเป็นกรดสูง

โดยโมเลกุลของฟอสฟีนกลางอากาศบนดาวศุกร์ที่ตรวจเจอนี้ประกอบไปด้วย ธาตุไฮโดรเจน รวมทั้งธาตุฟอสฟอรัส ที่แสดงมีความเห็นว่านี่บางทีอาจได้ผลผลิตที่มาจาก สิ่งมีชีวิตต่างดาว บทความการศึกษาค้นพบใหม่นี้ถูกชี้แจงเอาไว้อยู่ในนิตยสารวิชาการ Nature Astronomy

การสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในคราวนี้ คณะทำงานได้ใช้กล้องส่องทางไกลเจมส์ เคลิร์ก แมกซ์เวลล์ (JCMT) บนเกาะฮาวายมาช่วยสำหรับในการตรวจค้นฟอสฟีน ติดตามร่วมกับโครงข่ายกล้องส่องทางไกลวิทยุ ALMA อีกทั้ง 45 ตัว ในประเทศชิลี ก็พบว่า บนดาวศุกร์มีแสงไฟที่ส่งออกมาด้วยความยาวคลื่นราวๆ 1 มม. ซึ่งอยู่ในตอนคลื่นแสงสว่างที่ยาวเกินกว่าสายตาของผู้คนจะแลเห็นได้ โดยเหตุนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็เลยจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือพิเศษอย่างกล้องส่องทางไกลกลุ่มนี้มาช่วยสำหรับการตรวจค้น จนกระทั่งนำมาซึ่งการศึกษาและทำการค้นพบโมเลกุลฟอสฟีนบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ท้ายที่สุด

ตอนที่ศ.จ. ฮิเดโอะ ซากาวะ (Hideo Sagawa) ที่มหาวิทยาลัยเกียวโตซังโย ก็ได้ใช้แบบจำลองชั้นบรรยากาศบนดาวศุกร์ของเขาเพื่อประเมินหาจำนวนของฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ก็พบว่า มันมีอยู่น้อยมากเพียงแต่ 20 โมเลกุล ในทุกๆพันล้านโมเลกุล นี่แปลว่าเพราะเหตุใดมันก็เลยเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากมายๆแต่ว่าสำหรับมูลเหตุของฟอสฟีนเวลานี้ ยังขาดหลักฐานจากการสำรวจอยู่ ในความจริงการเล่าเรียนธาตุฟอสฟอรัสบนดาวศุกร์ หนึ่งในข้อมูลเดียวที่มีอยู่เวลานี้นั้นมาจากยานตรวจสอบภาคพื้นดิน แล้วก็บอลลูนตรวจอากาศ ในภารกิจ Soviet Vega 2 ในปี คริสต์ศักราช 1985

โปรสล๊อต

ดร. วิลเลียม เบนส์ (William Bains) นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซายกเซตส์ หัวหน้าการคาดคะเนหาวิธีสร้างฟอสฟีนในธรรมชาติ ได้รวมเอาแนวความคิดของแสงตะวัน, แร่ที่พัดขึ้นมาจากภูเขาไฟ, หรือฟ้าผ่า มาร่วมสำหรับการพินิจพิจารณา ก็พบว่า การเกิดทางธรรมชาติแบบนี้ ไม่อาจจะก่อให้เกิดฟอสฟีนได้อย่างใกล้เคียงเลย สำหรับแหล่งศึกษาค้นพบฟอสฟีนที่สูงที่สุดมีจำนวนอยู่ที่ 1 ใน 10,000 ที่กล้องส่องทางไกลจะตรวจค้นได้ และก็แม้ว่านี่เป็นคำตอบที่มาจากสิ่งมีชีวิตจริง ดร. พอล ขอบเมอร์ (Paul Rimmer) จากม